วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เชอร์รีฟไทยใน แอล.เอ. รับเหรียญกล้าหาญ ประจำปีชั้นสูงสุด ช่วยตัวประกันรอดชีวิต เผยห้อยเหรียญหลวงปู่แหวน สุจิณโณ รุ่นเราสู้ ตลอดเวลา.



















เชอร์รีฟไทยใน แอล.เอ. รับเหรียญกล้าหาญ ประจำปีชั้นสูงสุด ช่วยตัวประกันรอดชีวิต เผยห้อยเหรียญหลวงปู่แหวน สุจิณโณ รุ่นเราสู้ ตลอดเวลา.




เชอร์รีฟไทยใน แอล.เอ. รับเหรียญกล้าหาญ ประจำปีชั้นสูงสุด ช่วยตัวประกันรอดชีวิต เผยห้อยเหรียญหลวงปู่แหวน สุจิณโณ รุ่นเราสู้ ตลอดเวลา.


ผู้ช่วยเชอร์รีฟเชื้อสายไทยสร้าง วีรกรรม ช่วยชีวิตตัวประกันจับคนร้ายได้ ขึ้นรับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดของกรม เผยเรื่องอัศจรรย์เจอเหรียญหลวงปู่แหวนในรถยนต์ใหม่เอี่ยมจากดีลเล่อร์ ที่ไม่มีผู้ขายเป็นคนไทย จึงห้อยติดตัวอยู่ตลอด

ช่วงบ่ายวันที่ 9 กันยายน ที่ไควเอ็ตแคนอน เมืองมอนทิเบลโล เชอร์รีฟมณฑลลอสแอนเจลิส (Los Angeles County Sheriff ’s Department) จัดพิธีมอบเหรียญกล้าหาญประจำปีแก่เจ้าหน้าที่เชอร์รีฟที่เสี่ยงชีวิต ปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยมีผู้ได้รับเหรียญชั้นสูงสุด 13 นาย หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่เชอร์รีฟเชื้อสายไทยและได้รับเหรียญเงิน 2 นาย รวมทั้งหมด 15 นาย

ภายในงานมีเพื่อนเชอร์รีฟและครอบครัว ของผู้ที่ได้รับเหรียญมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากประเทศต่างๆเข้าร่วมด้วย โดยในส่วนของไทยมีนายดำรง ใคร่ครวญ กงสุลใหญ่ ณ นครลอส แอนเจลิสมาเป็นสักขีพยานในพิธี ซึ่งมี ลี เบกา หัวหน้าเชอร์รีฟมณฑลแอล.เอ.

เป็นผู้มอบเหรียญให้กับเชอร์รีฟที่ อุทิศตนให้กับงาน

เมธาวี คชอ่อน Deputy Sheriff ซึ่งมีเชื้อสายไทยผู้ได้เหรียญ ชั้นสูงสุดเปิดเผยว่า เหตุเกิดจากการที่ได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายหนี ให้ไปตามจับโดยด่วน ซึ่งคนร้ายก่อเหตุใช้ปืนจี้หัวตำรวจ อีกทั้งยังมีคดีลักพาตัว โจรกรรมและติดทัณฑ์บนคดีมีอาวุธไว้ในครอบครอง

ระหว่างออกตรวจตนกับเพื่อนได้ไปพบคนร้ายอยู่ในรถยนต์ มีผู้หญิงนั่งด้านหน้าและคนร้ายนั่งอยู่เบาะหลัง จึงพยายามที่จะหยุดรถคนร้ายแต่ไม่เป็นผล จึงต้องไล่ตามจากเมืองฮาเซียนดาไปถึงเมืองแบลร์ ซึ่งคนร้ายโยนปืนทิ้งจากรถ ก่อนที่รถคนร้ายจะถูกชน จากนั้นคนร้ายวิ่งหนีไปที่คลีนิกทำฟัน และจับคนในนั้นจำนวน 5 คนเป็นตัวประกัน

พวกผมปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี ถ้ารอ SWAT Team ต้องใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเลยตัดสินใจทำเลย พอเข้าไปคนร้ายได้ใช้มีดจ่อที่คอตัวประกันซึ่งเป็นผู้หญิง และบอกว่าถ้าเข้ามาจะฆ่าผู้หญิง พอสบโอกาสตำรวจช่วยกันประกบตัวคนร้ายไว้ได้ มีตำรวจช่วยกัน 6 คน ผู้ช่วยเชอร์รีฟเมธาวีกล่าว

เขายังกล่าวเพิ่มเติม ว่า เป็นเชอร์รีฟมา 15 ปี ปัจจุบันประจำการที่สถานีเซอร์ริโต้ส บางวันทำงาน 18 ชั่วโมง นอนแค่ 3 ชั่วโมง แต่งานรักษากฎหมายถือว่าดี มีสวัสดิการมากมาย ปีที่แล้วได้เงิน 140,000 เหรียญฯต่อปี และถ้าพูดภาษาต่างชาติได้ อย่างตนซึ่งพูดไทยได้ก็ได้รับเงินพิเศษอีก 200 เหรียญฯต่อเดือน

ถ้ามีเชอร์ รีฟเป็นคนไทยมากขึ้นก็จะสามารถช่วยชุมชนไทยได้มากขึ้นเช่นกัน เพราะอีกหน่อยคนไทยจะเยอะมาก แต่เดี๋ยวนี้คนไทยก็พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก ผู้ช่วยเชอร์รีฟเมธาวีกล่าวเสริม

แมท หรือเมธาวีกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเคยทำงานที่เสี่ยงมามาก แม้เวลาอยู่นอกเครื่องแบบก็ยังเคยได้จับคนร้าย แต่ไม่เคยยิงใคร และการเข้าช่วยเหลือตัวประกันที่ทำให้ได้รับเหรียญกล้าหาญชั้นสูงสุดนี้ก็ทำ แบบสบายๆ ไม่มีเลือดตกยางออกแต่อย่างใด และการที่จะมีโอกาสได้รับเหรียญนี้ถือว่ายากมาก โอกาสแทบจะหนึ่งในพัน

ผู้สื่อข่าวถามถึงพระที่ห้อยคอว่า เป็นพระอะไร ??? ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นเหรียญหลวงปู่แหวน รุ่นเราสู้ ( หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ เป็นเกจิอาจารย์ชื่อดัง ) ซึ่งการได้มาเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ ยากที่จะมีคนเชื่อ กล่าวคือตนพบเหรียญหลวงปู่แหวนที่เบาะหลังของรถยนต์คันใหม่ซึ่งไปซื้อที่ดี ลเล่อร์ย่านเกลนเดลเมื่อตอนอายุ 19 ปี

ถาม ต่อว่ามีคนไทยเป็นเจ้าหน้าที่ขายรถหรือไม่ คำตอบคือไม่มีคนไทย จึงเป็นเรื่องปริศนา หาคำตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตามตนได้ห้อยหลวงปู่แหวนติดตัวตลอด รวมทั้งเวลาปฏิบัติหน้าที่ด้วย

แหล่งข่าวผู้หนึ่งที่อาศัยอยู่ในย่าน ที่ผู้ช่วยเชอร์รีฟเมธาวีเคยปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการปราบแกงส์ เปิดเผยว่า ผู้ช่วยเชอร์รีฟเมธาวีเหมือนจะมีสัมผัสที่หกซึ่งจะรู้ได้ว่าใครคือผู้ต้อง สงสัยว่าเป็นคนร้าย โดยจะหาทางที่จะเข้าไปตรวจค้นและบ่อยครั้งก็เป็นผู้ที่กระทำผิดจริงๆ โดยช่วงที่ปราบแกงส์พื้นที่แถวเซอร์ริโต้ส-นอร์วอล์ค มีความสงบสุข และปราศจากการรบกวนจากแกงซ์เตอร์

หลวงพ่อแหวน สุจิณฺโณ รุ่น ปักกลด อ.คำบ่อ ปี ๑๖ .














หลวงพ่อแหวน สุจิณฺโณ รุ่น ปักกลด อ.คำบ่อ ปี ๑๖ .




พระเนื้อผงรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นสามของหลวงปู่ครับ ซึ่งจัดสร้างโดยพระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปัญโญ ซึ่งอยู่บนวัดดอยแม่ปั๋งเป็นลูกศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่แหวน ปัจจัยที่ได้ทั้งหมดนำไปบูรณะวัดพระเจ้าตนหลวง ตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว ซึ่งขณะนั้นชำรุดทรุดโทรมเหลือเกิน โดยพระพิมพ์ที่สร้างพร้อมกันนี้มีด้วยกัน ๔ พิมพ์คือ๑.แบบพิมพ์สมเด็จสี่เหลี่ยมขนาดองค์พระกว้าง ๒ ซ.ม. สูง ๓ ซ.ม. เนื้อผงสีน้ำตาลผสมว่านและเกสรดอกไม้ พร้อมกับเกศาหลวงปู่แหวนด้วย จำนวนสร้างไม่ทราบแน่ชัด ให้บูชาองค์ละ ๕๐ บาท ด้านหลังมีทั้งแบบหลังยันต์, หลังเรียบ และพิมพ์สองหน้า (ส่วนตัวผมที่พบเห็นมา พิมพ์สมเด็จฐานสามชั้นนี้แบ่งเป็น ๓ พิมพ์คือ พิมพ์พระประธาน, พิมพ์ทรงเจดีย์ และพิมพ์ฐานแซมครับ)๒. แบบพิมพ์สี่เหลี่ยมรูปหลวงปู่แหวนนั่งขัดสมาธิใต้กลด หรือที่เราเรียกว่าพิมพ์ปักกลด ด้านล่างเขียนว่า "หลวงพ่อแหวน สุจิณโณ" ด้านหลังเป็นยันต์ ยังไม่ปรากฏเป็นหลังเรียบครับ มวลสารที่ผสมคล้ายกับพิมพ์สมเด็จ แต่ที่พบโดยมากจะมีสีออกเหลืองอ่อนหรือสีออกแดงอ่อนๆ ถ้าเนื้อละเอียดมากๆจะเป็นของอ.เจริญ ที่ขอยืมพิมพ์ไปกดภายหลังครับ จะนิยมน้อยกว่าของอ.คำบ่อ ขนาดพระใกล้เคียงพิมพ์สมเด็จ ให้บูชาองค์ละ ๕๐ บาทเหมือนกัน๓. แบบพิมพ์พระพุทธนั่งขัดสมาธิใต้ซุ้มกนกและมีพระสาวก ๒ รูปด้านข้าง หรือมักเรียกว่าพิมพ์พระพุทธชินราช ขนาดองค์จะเล็กกว่าทั้ง ๒ พิมพ์ข้างต้น มีขนาดกว้าง ๑.๕ ซ.ม. สูง ๒ ซ.ม. สีที่พบมักเป็นสีครีมเข้ม๔. แบบพิมพ์พระปิดตา ขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วก้อย ด้านหลังอูมสวยงาม มีทั้งสีออกขาวนวลและสีครีมเข้มทั้ง ๔ พิมพ์นี้ มักปรากฏเกศาและผงตะไบของเศษพระพุทธรูปเก่าด้านหน้าองค์พระตลอดครับ มากบ้างน้อยบ้างเป็นเสน่ห์ของพระพิมพ์นี้อย่างมากครับ.


เทศน์ของ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ***

ณ วัดดอยแม่ปั๋ง กัณฑ์ที่ ๑

ถาม – หลวงปู่มีอะไรจะแนะนำในเรื่องการปฏิบัติทางจิตบ้างครับ

ตอบ – จะเอาทางจิตทางใจก็แ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์นี้มีขึ้นที่ใจอย่างเดียว รักษาแต่ใจอย่างเดียวให้แน่นหนา รักษาแต่ใจอย่างเดียวตลอดชีวิต รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถสิบ รักษากายวาจาใจให้บริสุทธิ์ นี่เป็นเบื้องต้น

เวลา อยู่ในคนหมู่มาก ได้พูดกับคนหมู่มาก บางทีก็จะลืมตัวไป จงมองเข้ามาดูใจนี้ ใจนี้เป็นใหญ่ คุมกายกรรม วจีกรรม ให้รู้เข้ามาในกาย ให้มองมาดูใจนี่แหละ เอาใจนี้เป็นผู้รู้ ใจนี้เองน่ะแหละเป็นผู้หลง ใจนี้แหละเป็นผู้ละ ปฏิบัติกายวาจาใจนี่ให้เรียบร้อย กายนี่ก็ออกไปจากใจนี่แหละ ให้พิจารณา กายนี่เขาก็ไม่เที่ยง ใจนี่เขาก็ไม่เที่ยง

แปด หมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ก็ชี้เข้ามาที่ใจนี่แหละ ใจนี้เป็นเหตุ ให้ใจนี้ละ ให้ใจนี้วาง ให้ใจนี้ถอน ถอนทุกสิ่งทุกอย่างหมด มันจึงจะได้

ถอน ทีแรกก็เอาใจนี่แหละถอน ถอนอยู่ที่ใจนี้ ละอยู่ที่ใจนี้ วางอยู่ที่ใจนี้ ให้ใจนี้รักษา ต้องรักษาตา รักษาหู รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษากายวาจานี้แหละ

รูป มาทางตานี่ ก็นึกที่ใจ พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี ก็ที่ใจนี่แหละ เอาศีลนำออกมาให้หมดจากใจของตน ละออกจากใจนี่แหละ เอาใจนี่วาง เอาใจนี่ถอนมันให้หมด เวลาไปหาหมู่มาก พูดไปพูดมาแล้วก็หลง มันหลงใหลอยู่เท่านั้นแหละ ต้องน้อมเข้ามาที่ใจของตน สิ่งใดก็ตามเถอะ ให้น้อมเข้ามาสู่ใจ

แปด หมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ก็ชี้เข้ามาที่ใจของตน อุปัชฌายะสอนก็สอนเข้ามาถึงกายนี้แหละ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ปัญจกกัมมัฏฐาน กายคตากัมมัฏฐาน ฐานที่ตั้งของกายนี้แหละ กายเขาไม่รู้แจ้ง จะรู้แจ้งก็รู้แจ้งที่ใจนี่แหละ เอาใจละสิ่งทั้งหลายที่มาทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มาทางตา ที่พอใจก้ดี ม่พอใจก็ดี มาทางหู ที่พอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี มาทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่พอใจก็ดี ที่ไม่พอใจก็ดี เอาศีลนี่แหละนำออกเสียด้วยปัญญาของตนออกไปจากใจนี้

ใจ เป็นผู้รู้ ผู้ละ ผู้ถอน ผู้วาง รับเอาทุกเรื่องก็ไม่ไหวละ มันเป็นธรรมเมาเท่านั้นแหละ

เรื่องอดีต อนาคตก็ใช้ปัญญานำออกให้หมด ตัดอดีต อนาคตหมดอย่าให้มันเหลือ อดีต อนาคตมันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ตัดอดีตอนาคตออกแล้ว ให้จิตนิ่งอยู่กับปัจจุบัน เดินอยู่กับปัจจุบัน ว่างอยู่กับปัจจุบันวางอยู่กับปัจจุบัน มันจึงเป็นพุทโธ มันจึงเป็นธรรมโม สังโฆ อยู่นี่แหละ

มัว เอาที่อื่นก็ไม่ไหวละ รักษาตา รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษาหู รักษากาย ใจ ให้ตลอด เวลาพบคนมาก มันก็ต้องมีหลายสิ่งหลายประการ พูดอยู่ก็ต้องน้อมเข้ามาหาใจ มากำหนดให้รู้ใจของตน อุปาทานทั้งห้ามันเกิดมาจากใจนี่แหละ อนิจจังทั้งห้ามันก็เกิดจากใจนี่แหละ เหตุมันก็มาจากใจนี่แหละ ทุกขังทั้งห้าก็ดี อนัตตาทั้งห้าก็ดี นิจจังทั้งห้าก็ดี มันเป็นนิจจัง มันอยู่คงที่ มันเที่ยงอยู่ อนัตตาทั้งห้ามันวางหมด แล้วทีนี้มันเป็นอัตตาตั้งอยู่ภายใน ยึดเรื่อยไปก็เป็นอัตตา แต่อาศัยอนัตตาอยู่ เพราะว่าไปพิจารณาอยู่

อุปัชฌาย์ สอน ก็ชี้ลงที่กายนี้เสียก่อน เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นึกถึงปัญจกัมมัฏฐาน กายคตากัมมัฏฐาน เวลาได้โอกาสก็ให้นั่งทำความสงบ ทุกข์มันจะเกิดขึ้น มันก็เกิดที่นี่ ที่ใจนี่แหละ เจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บเอวก็เกิดขึ้น กำหนดทุกข์เข้าจนรู้เหตุรู้ผล รู้เหตุว่ามันนำทุกข์มาให้เสวย เหตุดับ ทุกข์ดับ ปัจจัยของเราก็ดับ อวิชชาความมืดก็ดับ

นี่ แหละให้หมั่นตั้งใจรักษา ศีลก็บัญญัติลงที่ใจนี่แหละ สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี บัญญัติลงในกายในใจนี่แหละ สองอย่างเท่านี้แหละ รุ้ทางกายก็วางไว้หมด รู้ทางกาย ก็ชวนเข้ามาที่ใจนี้แหละ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์รุ้ที่ใจนี้แหละ ใจจึงเป็นเหตุ ก็เอาใจนี่แหละละ ก็เอาใจนี่แหละถอน เอาใจนี่แหละวาง วางอยู่ที่ใจนี่แหละมันจึงจะใช้ได้ ถ้าไปเอาอันอื่นมาละ มันใช้ไม่ได้หรอก

ที่ อุปัชฌาย์สอนก็สอนที่กายนี้ ดีสงบก็ที่กายนี้ ดีสงบก็ที่ใจนี้ คิดดีก็ใจนี้ คิดชั่วก็ใจนี้ ดูไป ๆ มันก็ได้กำลังนะ เอาเข้า ๆ มันก็ได้กำลัง เบิกยา รูแจ้งเห็นจริง ผู้ปฏิบัติน้อมเข้ามาปฏิบัติกาย วาจา ใจ ธรรมะเกิดขึ้นในดวงใจนี้ เวทนาคือตัวกรรม ไม่ใช่มีกับเราเท่านั้น เวทนาคือตัวกรรมบุญ เวทนาคือตัวกรรมบาป น้อมทเข้ามาที่นี่จนถึงอัพยากตธรรม ทางนี้ไม่มีกิเลสหนา อัพยากตธรรมเป็นฐาน น้อมเข้ามาที่นี่ พูดมากคุยมากมันก็มากไป จงหยุดน้อมเข้ามาในใจเสียก่อน เดี๋ยวจะลืมไป

เอา แค่นี้ก็อยู่ได้ เอามามากมายก็จะทุกข์ ใจนี่มันคิด ใจนี่มันทุกข์ ตัดออกให้หมด ไม่คิดไม่นึก เมื่อไม่คิด จิตของเราก็ตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่ได้ไปที่ไหน รูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ทั้งห้า นำเอาเข้ามาหมักหมมไว้ในใจ ให้เขาผ่านไป ไม่เก็บเข้ามา ใจก็เป็นปกติ ไม่ไปที่ไหน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นปกติ รูป เสียง กลิ่น รสนี่เป็นธรรมดาโลกนะ ดีเขาก็ว่า ชั่วเขาก็ว่า ร้ายเขาก็ว่า ก็มีอยู่อย่างนี้แหละ รักษาจิตให้ดี ทำทุกวัน เวลาได้โอกาส พักผ่อนให้ทำไป ทำให้มาก มันก็ทำจิตให้เบิกบานผ่องใส

ถาม – การที่จะรักษาความสงบควรทำแบบไหนครับ

ตอบ – ให้ใจนี้ละ อันใดที่ยังคงขัดข้องอยู่ในใจนี้ ให้ละ จาโคปฏินิสสัคโค สละคืนเสีย ให้เขาเสีย ของเราก็มีอยู่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ของเรามีอยู่ครบแล้ว ชั่วก็มี ดีก็มี เวทนาก็มี อะไรก็มีหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เราไม่ต้องเอาของเขา มันก็วางได้ มันก็จาโคปฏินิสสัคโค สละคืนให้หมด เอาออกจากใจให้หมด หาอุบายถอนออกจากใจนี่ อย่าให้มันหมักหมมอยู่ มันเป็นทุกข์

ถาม – จะรู้ได้อย่างไรว่า ใครเคยเป็นอะไรมาแต่ชาติก่อน ๆ

ตอบ – อันนั้นมัน วิชชาจรณะสัมปันโน ต้องพร้อมด้วยวิชชาสาม มีปุพเพสันนิวาสานุสสติญาณ เหมือนครูอาจารย์มั่น ท่านศึกษาจนรุ้ดีว่า ท่านปรารถนาพุทธภูมิมานี่ได้กี่ภพกี่ชาติกี่อสงไขย หรือพระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้แล้ว สาวเข้าสาวเข้าก็ถึงวันที่ตั้งความสัตย์ ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ที่ ตาย ๆ เกิด ๆ นี่ก็หลาย ตายก็เพราะกาม เกิดก็เพราะกาม ทุกข์ก็เพราะกาม สุขก็เพราะกาม

ท่าน มองดูชั้นฟ้าท้องฟ้าจนจดพุทธภูมิ พุทโธ่ เราจะมาตายมาเกิดอย่างไม่มีกำหนดอีกแล้ว จากนั้นท่านก็เร่งความเพียร จนตีสองก็ได้วิชชาสอง คือ จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ภพนี้ ดับที่นี้ ไปเกิดที่โน้น ภพโน้น ดับที่โน้น ดับที่นี่ไปเกิดที่โน่น ดับที่โน่นไปเกิดที่นั่น อันนี้ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิชาชั้นสาม รุ้จักกิเลสของตนว่าสิ้นไปหมดไป กิเลสของกายวาจาสิ้นไปหมดไป กิเลสของใจเราสิ้นไปหมดไป เรามีกรรมเป็นอันขาด มีกรรมอันไม่งอกแล้ว จิตดวงหลังดับไปอยู่แล้ว อาศัยกำลังทั้งห้า คือกำลังศรัทธา กำลังความเพียร กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา ให้รู้แจ้งชัชวาล เพื่อดับขันธปรินิพพาน เราไม่ยินดีจะก่อภพใหม่อีก ก็หมดเรื่องไป

ถาม – หลวงปู่มีอะไรเกี่ยวข้องกับใครบ้างไหม

ตอบ – นิมิตต่าง ๆ มันต้องศึกษา พอรู้เท่าแล้วก็วาง ๆ ๆ เข้าไปเล่นวนอยู่ก็เป็นธรรมเมาละ ประเทศชาตินี่ก็อาศัยคนมาก จะตั้งทางไหน ก็ตั้งอยู่กับความยุติธรรม จะตั้งทางไหน ก็หมั่นทำ ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ มันเกิดอะไรเบียดเบียนละก็น้อมเข้ามาหาใจ ให้มันสงบก็สบายเท่านั้นแหละ ให้รู้อยู่กับปัจจุบันนี้แหละ มันจึงเป็นพุทโธ ธัมโม สังโฆ ทำอยู่แค่นี้ก็พอแล้ว ความเกิดแก่เจ็บตายมันเป็นกงจักร กงจักรมันบดสัตว์ ความเกิดแก่เจ็บตาย มันเป็นของจริงเมื่อเรายังมีภพมีชาติอยู่ เวลาหยุดพักผ่อนก็ให้ทำความสงบทันที ปฏิบัติที่ใจนี้ คนมันมาก พูดกับคนนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง กับคนโน้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง มันไม่ลงรอยกันสักที อายุสังขารของเรามันก็เต็มที่แล้ว วันคืนเดือนปีมันก็สิ้นไปหมดไป เราจะทำอะไรอยู่ก็ตามก็ต้องหมั่นทีจิตของเราไปเรื่อย ๆ เวลาธาตุทั้งสี่ ขันธ์ทั้งห้า จะพรากจากกัน ดินก็ไปเป็นดินของเก่า น้ำก็ไปเป็นน้ำของเก่า ไปมันก็ไปเป็นไฟของเก่า ลมก็ไปเป็นลมของเก่า อากาศธาตุมันก็วางไว้อย่างเก่านั่นแหละ เหลือแต่ใจ ดินก็ไม่ใช่ใจ น้ำก็ไม่ใช่ใจ ไฟก็ไม่ใช่ใจ ลมก็ไม่ใช่ใจ แต่เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้แหละ นี่มันก็เป็นสมบัติของบิดามารดา นะ กับ โม นี่แหละสมบัติ ของดี จะไปตั้งศีลก็อาศัยสมบัติของบิดามารดา ปู่ ย่า ตา ยาย นี่แหละ เวลาจะทำบุญสุนทานก็อาศัยสมบัติของบิดามารดาเป็นที่ตั้ง จะเล่าเรียนวิชาของโลกมันก็เอาสมบัติของบิดามารดานี่แหละเป็นที่ตั้ง

ถาม - ทำไมคนบางคนอยากจะทำชั่ว ทำไมคนบางคนอยากจะทำดี คนทำชั่วก็ไม่มีโอกาสทำความดี เพราะคิดแต่จะทำชั่ว

ตอบ – มันเป็นเพราะกรรมนั่นแหละ เจตนามันก็กรรมนั่นแหละ เจตนาเป็นตัวกรรมบุญ เจตนาเป็นตัวกรรมบาป เจตนาทั้งนั้นแหละทั้งสองอย่างนี้ เจตนาหํ ภิกฺขเว วทามิ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เจตนานี้เป็นตัวกรรม กรรมดี กรรมชั่ว เจตนาที่เป็นกรรมบุญ ตัวอย่างเช่น เจตนาที่จะรักษาศีล วันนี้จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา จะรักษาใจให้ผ่องใสแผ้ว ทำความพอ มีขันติ ความอดทนทั้งกายและใจ อดีตอนาคตไม่ต้องเกี่ยว อตีตาธัมเมา อนาคตาธัมเมา

ถาม – คนที่ทำชั่วก็ต้องตกนรกไปเรื่อย ๆ เขาจะมีทางแก้ตัวไหม

ตอบ – ไม่มีหรอก ทำกรรมด้วยกายวาจาใจไว้แล้ว เจตนาฆ่าสัตว์ก็ดี เจตนาลักทรัพย์ก็ดี เจตนาทุกอย่างนั่นแหละ มันมีกรรมมาก เจตนามันเป็นกรรมชั่ว เจตนาหํ ภิกฺขเว วทามิ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสก อุบาสิกาก็ดี เจตนานี้เป็นตัวกรรม ให้เจตนาเป็นกรรมบุญ ให้ตั้งอยู่ในเจตนาที่จะรักษากายให้จริงกาย จริงวาจา จริงใจนี่ ไม่ให้มันฟุ้งซ่านรำคาญไป ทำความพอหมด ตาก็เป็นปกติอยู่แล้ว หู จมูก ลิ้น กายก็เป็นปกติอยู่แล้ว ใจก็เป็นปกติอยู่แล้ว ใจไม่ได้ไปที่ไหน ใจบริสุทธิ์นี้ตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่ไปที่ไหนดอก มีแต่สัญญานี่ไปจำเอา ๆ มาหมักหมมไว้ที่ใจดอก ใจนี่มันก็เดือดร้อนเท่านั้น เดี๋ยวก็คุบ (ตะครุบ) โน่น คุบนี่ เดี๋ยวก็ง่วงเหงาหาวนอน เจ็บหลัง เจ็บแข้ง เจ็บขา เอาละ ขี้เกียจแล้ว จะนอนก็นอนเสีย หลับมาทุกวันทุกวันแล้ว ...............(มีเสียงรบกวน ฟังไม่ออก) ............................จะ ขึ้นรถหรือขึ้นเรือบิน ขึ้นคอปเตอร์หรือรถเรือทุกชนิด ก็ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ทุกครั้ง นั่งไปเรื่อย ๆ ไม่ได้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หากไปฝ่าอันตรายเข้าก็ใจหายและกลัวอันตราย ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ขออานุภาพปกเกล้าปกกระหม่อม ให้ปราศจากภัยอันตรายทั้งหลาย ให้ไปเป็นสุข ถึงรถจะไปคว่ำลงหรือชนกันก็บ่เป็นหยังดอก

มี คนหนึ่งขึ้นเครื่องบินไปชายแดน เครื่องบินไฟไหม้ ตกลง คนตายหมด ผู้นั้นผู้เดียวรอด เขานั่งเครื่องตกสามเที่ยวแล้วยังไม่เป็นอันตรายสักที “อู๊คิดถึงหลวงปู่” เขาว่า

นึกถึงพระพุทธ พระธรรม เป็นที่ตั้ง มันก็ผ่านพ้นภัยอันตรายทั้งหลายได้ .......(เสียงแทรก)..........ไม่ สำเร็จหนา มันจะนำมาแล้วก็วุ่นวายอยู่ในจิตใจนี้ นั่นแหละอดีต ต้องตัดอดีตอนาคตให้มันเป็นแห่งเดียวกันเสีย มันมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว พระร้ายก็มี พระดีก็มี พระวุ่นก็มี มันก็วุ่นด้วยกามตัณหานี่แล้ว ความพอใจก็ตัณหานี่แหละ ภวตัณหาก็ดี วิภวตัณหาก็ดี ความพอใจก็ตัณหานี่แหละ ความไม่พอใจก็ตัณหาอันนี้แหละ รักเกิดขึ้นก็นำออกเลย กรรมเกิดขึ้นก็นำออกจากจิตใจของตนเสีย ต้องละมันให้หมด แล้วก็สบายเท่านั้นแหละก๊า มีรัก มีชัง รู้เท่ามันเป็นจริงอย่างนั้นแหละ

ถาม – หลวงปู่ให้ละวางให้หมด อย่างบางคนเรารักเขา แล้วก็ละวาง อย่างนี้เรียกว่าใจร้ายไหม

ตอบ – จะนำมาหลายสิ่ง มันเลยรก มันก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่แหละ ศีลห้าก็ประจำอยู่ที่นี่ ขาสอง แขนสอง หัวหนึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ทั้งห้านี่ก็ปล่อยให้เขาผ่านมาแล้วผ่านไป ผ่านไป เท่านั้นแหละ ดีหรือร้าย ดีเขาก็ว่า ไม่ดีเขาก็ว่า ว่าอยู่เรื่อย เต็มโลก เต็มบ้านเต็มเมือง เราก็วางเสีย อย่าเอาเข้ามาหมักไว้ในใจของตน วางเสียตรงนี้แหละ ละเสียที่ใจนี้แหละ ไม่ได้ไปละที่อื่น เอาใจนี่แหละละ มันจึงใช้ได้หนา อย่าไปพกแผนที่ ดูแผนที่ ดูทิศ ดูทาง จำได้มาก ๆ พูดกันได้ แต่เอาไปทำเมืองไม่ได้หนา มันต้องเข้ามาหากาย บัญญัติลงที่กายนี้ บัญญัติลงที่ใจนี้ รวมอยู่นี้ ละก็ละอยู่ในกายในใจนี้แหละ ไม่ได้ไปละที่อื่นหนา อดีตอนาคตก็มาละอยู่ที่ใจนี้ มันนำมาก็คุบอยู่นั่นแหละ คุบไป คุบมา ก็เดือดร้อนแล้ว

ต้อง รู้เท่ามันนี่แหละ ตัดก็ตัดอย่างนี้แหละ เวลาที่เราทำจิตใจของเราให้สงบแล้ว มันก็สว่างหมด ทาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งอดีต อนาคต ให้นำออกให้หมด ใจเราไปเก็บมาหมด อดีต อนาคต แล้วก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อย มันต้องทำความพอ เวลานี้เราจะทำจิตทำใจของเรา วางหมดน่ะแหละ อะไรก็เห็นมาพอแล้ว ได้ยินมาพอแล้ว ทางฝ่ายโลกก็ดี ได้ยินมาพอแล้ว อย่าเอาเข้ามาหมักไส้ในใจอีก

กงจักร อันใหญ่หลวงคือ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันกำลังบดเราอยู่ มันเป็นของจริง เราจะมัวไปหอบเอาอันโน้น อันนี้มา มันก็เป็นธรรมเมาเท่านั้นแหละ

อารมณ์ ก็สัญญานี่แหละ สัญญาไปจำมันมา ใจเรารับมันมา คิดไป คิดมา มันก็เดือดร้อนอีก เวลานี้เรามาทำความพอ อะไร ๆ ก็ให้มันพอ หลงก็พอแล้ว โลภก็พอแล้ว โกรธก็พอแล้ว อันนี้เป็นรากเป็นเง่าของกิเลสตัณหาทั้งหลาย ความพอใจก็เพราะตัณหา ความไม่พอใจก็เพราะตัณหานี่แหละ

กาม ตัณหานี่อุปมาเหมือนน้ำในแม่น้ำลำธารเล็ก ๆ น้อย ๆ นับไม่ถ้วน ไหลลงสู่ทะเล ไม่มีเต็มสักที อันนี้ฉันใดก็เหมือนกันนั่นแหละ มันก็ไหลลงไปของมันนั่นแหละ อันนี้ตัณหามันไม่พอ เราจะทำความพอใจอยู่เดี๋ยวนี้ ทำใจให้ผ่องใส ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในธรรม ตั้งอยู่ในสมาธิ เราทำความพออยู่เดี๋ยวนี้ อย่าเอามาเว้าอีก

อดีต อนาคตหมดแล้ว ดับไปหมดแล้ว กวาดออกหมดแล้ว ตัณหานี่มันไม่มีพอหรอก แต่เวลานี้เราจะนำเอาตัณหาความไม่พอนี้ออกเสีย เวลานี้เราจะทำจิตทำใจของเรา ทำกายของเราให้รู้แจ้งในภายในของเรานี้ นอกนั้นปล่อยหมด วางอยู่ที่ใจนี้แหละ ละอยู่ที่ใจนี้แหละ บนสังขารนี้แหละ

สังขาร มันปรุงมันแต่ง มันเกิดมันดับ โทษทุกข์ภัย ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ว่าอยู่นี่แหละ นี่มันว่าจากสังขารก๊า มันปรุงมันแต่งขึ้น เป็นโน่นเป็นนี่ อดีต อนาคต มันก็เป็นนี่ ตัดนี่แหละ จิตก็นิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้อยู่กับปัจจุบัน ละอยู่กับปัจจุบัน ละที่จิตนี่แหละ จะไปละที่ไหน จะหอบเอาก็ไม่ได้หนา มันเสียเวลา เวลานี้เราทำความพอใจให้หมด ทำจิตใจให้ผ่องใส รู้แจ้งในมรรคในผล ในสมาธิ ปัญญา

ใจ นี่แหละละอยู่นี่แหละ วางอยู่นี่แหละ จะไปวางที่ไหน อดีตอนาคตก็วางอยู่ในใจนี่แหละ เอาใจนี่แหละละ เอาใจนี่แหละถอน ถอนเอา ถอนเอา รู้เท่าอารมณ์นี้แล้วมันก็วางหมด อารมณ์มันก็ใจ ใจมันก็เป็นปกติ ตามันก็ปกติ หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ปกติ มีแต่รูป เสียง กลิ่น รส ธรรมารมณ์ทั้งห้านี่ก็ปล่อยให้เขาผ่านไปผ่านมา แล้วก็พอแล้ว ไม่ให้มาหมักไว้ในใจ ใจมันก็ไม่เดือดร้อน ความโลภ ความโกรธ ความหลงเหล่านี้ เรามีอยู่ทุกอย่าง กิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด มันก็มีอยู่ที่นี่แหละ อย่าไปหอบเอามา ความหลงมันก็มีอยู่ที่นี่ ความโง่ก็มีอยู่นี่ อวิชชาความมืดก็มีอยู่นี่ ของเราก็ถมเถไปแล้ว ไม่ต้องเอาของใคร

มัน ก็ต้องถอนไปเรื่อย ๆ แหละ เอาใจนี่แหละถอน ที่ร้ายก็ผ่านมา ที่ดีก็ผ่านมา ผ่านมาหมด ใจนี้ก็เป็นกลาง มีอิสระเท่านั้น อิสระแล้ว ใจนี้ก็หัวเราะ ธรรมทั้งหลายที่ดีก็ดี ที่ชั่วก็ดี มันไหลมาจากเกตุ ครั้นรู้เท่าเหตุแล้วมันก็ดับ อวิชชาก็ดับ รู้แจ้งเห็นจริงไปหมดละ ใจมันสำคัญนี่ เหตุมันเกิดจากใจนี่แหละ พอละก๊ะ ตั้งต้นหัดเอาละก๊ะ อธิษฐานไว้ เวลานี้ได้โอกาสที่ว่าง เราจะทำจิตทำใจของเรา ทิ้งทั้งหมด พอหมดแล้ว ผ่านมาพอแล้ว วางหมด

ถ้า มีสัจจะ จริงกาย จริงวาจา จริงใจนะ ไม่หลงไปตามเขา อารมณ์ทั้งหลายนี้ที่ผ่านมา อดีตอนาคตก็เพราะอารมณ์ เราจำเอามาหมักไว้ในใจ มันก็เดือดร้อน ทำความพอหมด ความโกรธ ความโลภ ความหลงทีมันเป็นเง่าเป็นกกแห่งกิเลสทั้งหลาย เราจะวางให้หมด ละให้หมด

กิเลส มันมาทุกด้าน ความพอใจ ความไม่พอใจมันก็กิเลสนั่นแหละ ความรักความชังนั่นก็กิเลส ตัวกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหาไม่มีที่พอ พอละก๊า เวลานี้เราจะทำใจให้พอทุกอย่าง ใจนี้เป็นผู้ละ เป็นผู้วาง ผู้ถอนหนา ใจนี้แหละเป็นตัวเหตุ มันจำมา จำมา แล้วก็มาคิดมาอ่าน แล้วบางทีจะนั่งก็มาเจ็บหลัง เจ็บเอว ง่วงเหงาหาวนอน มันไม่ได้ธรรมนี่ จะว่าพุทโธ ๆ มันก็กลายเป็นธรรมเมาไปเสียแล้ว ต้องละอยู่ในใจนี่ สางอยู่ในใจนี่ ทำความพอใจอยู่ในใจนี่แหละ ตั้งความสัตย์จะทำจริง จริงกาย จริงวาจา จริงใจ เท่านั้นแหละ เมื่อจิตมันละหมดแล้ว วางหมดแล้ว มันก็มีแต่ดวงใจที่บริสุทธิ์เท่านั้นแหละ แจ้งในพระนิพพานก็แจ้งนั่นแหละ แจ้งที่ใจที่เป็นปกติอยู่นั่นแหละ

ถาม – จิตเทียมมันเป็นอย่างไร

ตอบ – จิตเทียมมันก็สังขารนั่นแหละ มันสมมติเป็นจิตเทียมนั่นแหละ ความเกิดความดับ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา มันก็มาจากสังขารนี่ นั่นแหละจิตเทียม จิตแท้ ๆ จิตบริสุทธิ์ แล้วมันก็ไม่มีจิตเทียมหรอก ละได้แล้ว จิตบริสุทธิ์แล้ว มันก็สบาย

(เทป ของมูลนิธิพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ม.ร.ว. ส่งศรี เกตุสิงห์ ผู้ถอด)

**********************************************************

สุจิณฺโณรำลึก

คัดลอกจากหนังสือชื่อ เดียวกัน

จัดพิมพ์เป็นธรรมทาน

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

เทศน์ของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

ณ วัดดอยแม่ปั๋ง กัณฑ์ที่ ๒***

๑๐ ธันวาคม ๒๕๑๕

.......เทศน์ ภายในเลยมันจึงเหมาะ ถ้าเทศน์ภายนอกนี่มันคล้ายกับแผนที่ตำรับตำรา พอปานกับเครื่องกระจายเราต้องเทศน์ภายใน

.......จะเอาอย่างใดอีก ตำรับตำราทางบ้านท่านฟังมาเต็มที่แล้ว จะฟังก็ในกายเท่านั้นแหละ ทีนี้ ให้ภาวนาเอากายเป็นมรรค เอากายเป็นผล จะพากันละอุปาทานทั้ง ๕ อนิจจังทั้ง ๕ ทุกขังทั้ง ๕ อนัตตาทั้ง ๕ ละรูปธรรม นามธรรมนี้ วางได้มันก็เป็นธรรมนั่นแหละ วางไม่ได้มันก็ยึดเอารูปธรรมนามธรรมเป็นตนเป็นตัว มันก็เป็นธรรมเมาอยู่นั่นเอง

พิจารณา สังขาร นามรูป ที่มันเป็นอยู่อย่างนี้ อนิจจังทั้ง ๕ ทุกขังทั้ง ๕ อนัตตาทั้ง ๕ อุปาทานทั้ง ๕ มีรูปูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่หนึ่ง เวทนูปาทานักขันโธเป็นอุปาทานที่สอง สัญญูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่สาม สังขารูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่สี่ วิญญูปาทานักขันโธ เป็นอุปาทานที่ห้า ครั้นค้นคว้าอยู่ในธาตุสี่ ขันธ์ห้า วางธาตุสี่ ขันธ์ห้านี้ได้แล้วละก็ ภาวนาสงบดี ครั้นเวทนาดับลง สัญญาดับลง สังขารดับลง วิญญาณดับลง รูปธรรมส่วนสมมติเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม วางได้แล้วมันก็สบาย จิตก็สงบลง

ชำระ ศีลห้าของตนให้บริสุทธิ์ ทางตานี่ก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง ทางหูก็เป็นศีลประเภทหนึ่ง นำความผิดออกจากตา ออกจากหู ออกจากจมูก ออกจากลิ้น ออกจากกาย ทั้งสี่ ทั้งห้านี้แหละ ศีลทั้งห้าก็อันนี้แหละ นำความผิด ความยินดียินร้ายออกจากจิตใจของตนให้บริสุทธิ์หมดจด ทำให้เป็นไป จะเอาพุทโธเป็นบริกรรมก็เอา หรือจะเอาธัมโมเป็นบริกรรม เป็นมรรคภาวนาก็ได้ เคยทำกันมาแล้วกระมัง

ครั้น ได้พุทโธ พุทโธ นี้เป็นอารมณ์ของจิตใจอยู่เป็นนิจ เวลาเอาเข้าหนักเข้า หนักเข้า ลมมันก็สงบได้เหมือนกัน แต่รักษาไว้อย่าให้เป็นธรรมเมา พุทโธ พุทโธ นี่นะ พุทโธ พุทโธ กลายเป็นธรรมเมา ธัมโม ธัมโม มันไม่เป็นธัมโม มันกลายเป็นธรรมเมาไปเสีย สังโฆ สังโฆ พวกนี้เป็นอารมณ์ของใจ ให้ดิ่งอยู่เป็นอันหนึ่ง นาน ๆ เข้าจิตใจก็สงบลงเป็นสมาธิได้เหมือนกันนั่นละ

รักษา ธรรมเมานี้ไม่ให้เกิด อดีตธรรมเมา อนาคตธรรมเมา อดีตที่ล่วงแล้วมันนำมาหเป็นธรรมเมา อนาคตยังไม่มาถึงก็เป็นธรรมเมา ถ้าจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันมันจึงเป็นธัมโม อดีต อนาคตเป็นธรรมเมาแล้วจงรักษาดี ๆ มีสองอย่างเท่านั้นแหละ มันเป็นธรรมเมา นอกจากจิตดิ่งอยู่ปัจจุบันนี่เป็นธัมโม มันไม่หมุนตามสังขาร มาหมุนตามสมมติ แล้วมันก็ใช้ได้

นี่ ก็พิจารณา จะเอาพุทโธเป็นมรรคก็ได้ มรรคภาวนาหรือจะเอากายเป็นมรรค พิจารณากาย สังขาร นาม รูป อันนี้ใช้ชำนิชำนาญบุราณท่าน หรือสมัยนี้ก็เหมือนกัน กุลบุตรทั้งหลายที่มาบวชบรรพชาเพศ อุปัชฌาย์ท่านสอน กายนี่แหละเป็นมรรค เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกสา อนุโลม ปฏิโลม ทั้งเบื้องบนพิจารณาแต่เล็บเท้าขึ้นมาถึงปลายผม เบื้องต่ำพิจารณาตั้งแต่ปลายผมถึงเล็บเท้า นี่แหละเป็นมรรค เอากายเป็นมรรค ต่อเมื่อใดวางหมดแล้ว ไม่ยึดรูปธรรม นามธรรมเป็นตนเป็นตัว สัญญาก็สงบลง สังขาร ความปรุงแต่ง ความเกิด ความดับ โทษ ทุกข์ ภัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดับลง วิญญาณ ความรู้ รู้ดี รู้ชั่ว รู้บุญ รู้บาป รู้ผิด รู้ถูก ก็ดับลงหมด แล้วมันก็จิตสงบลงได้

ครั้น การรักษาธรรมเมานี่หนา มันมีอดีตอนาคตหุ้มมา อดีตมันเคยได้รู้ ได้เห็น จากเคยได้คุยกัน ว่าเล่นกัน เวลาตั้งจุดพุทโธ พุทโธ มันจะกลายเป็นธรรมเมาไปเสียนี่ ครั้นเผลอก็เป็นธรรมเมาไปแล้ว เมาคิดโน่น คิดนี่ อดีตที่เคยเห็นก็นำมาคิดเป็นธรรมเมาไปแล้วนั่น พุทโธที่จะเอาเป็นบริกรรม จะเอาเป็นอารมณ์ของใจก็ไม่ได้ มันเป็นธรรมเมาไปแล้ว มันปรุงไป แต่งไป เกิดไปดับไปในทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ จึงรักษาธรรมเมาไว้

อดีต ก็เป็นธรรมเมาอันหนึ่ง อนาคตก็เป็นธรรมเมาอันหนึ่ง จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ปัจจุบัน ละปัจจุบัน ตัดตัณหา ตัดกิเลส ตัดมานะทิฐิ ตัดความยึดมั่นถือมั่นของตนให้เสร็จลง แล้วก็สงบได้ รักษาแต่ธรรมเมาอันเดียวนี่แหละ ให้มันเผลอก็เป็นธรรมเมาละ ครั้นไม่เผลอ พุทโธ พุทโธ ดิ่งอยู่ นั่นแหละเป็นอารมณ์ของใจ เป็นมรรคของใจ เป็นที่พึ่งของใจก็ได้ อยู่ที่ รักษา ตัวเดียวเท่านั้นแหละ ทำให้ติดไป เก็บดิ่งอยู่เป็นนิจ ทำอย่างนั้นก็ใช้ได้ละ

.....สัน ทิ ทิฐิไปเปล่า ๆ นั้นก็เป็นธรรมเมาแล้วนะ ไม่ให้คิด ไม่ให้นึกมัวหลงเมายศ เมาเกียรติไปนั่นเป็นธรรมเมา อกุสลาธัมเมา กุสสาธัมเมา มันตั้งอยู่นั่นแหละ อัพยากตธัมเมา เป็นที่พิจารณากำหนดให้จิตดิ่ง ให้จิตสงบดี มันก็ใช้ได้ ครั้นสาวเข้าไปให้ถึงอกุสสลาธัมเมานี้ ความหลง ความโลภ ความโกรธ มันเกิดขึ้นละก็ มันเกิดกิเลส ก็ตัวนั้นแหละตัวหลง ตัวโลภ ตัวโกรธนั่นแหละ ตัวราคะ ตัดกิเลสตัณหา ความเจ็บความไข้ เป็นเหง้าเป็นโคนแห่งกิเลสทั้งหลาย กิเลสทั้งห้า ตัณหานับได้ เป็นอยู่ที่เจตนา ตัณหานี้ ความพอใจมันก็เป็นกิเลส ความหลง ความโลภนี่แหละมันเกิดขึ้น ระงับความหลง ความโลภ ความโกรธ ราคะกิเลสนี้ตัดออกหมดแล้ว ดับหมดแล้ว ความหลงความโลภนี้ เราก็รู้แจ้งได้นี่นา วิญญาภิสังขาร อวิญญาภิสังขาร ส่วนอันเป็นกุศล อกุสสลธัมมานี้ เราละได้ วางได้นี่นา ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร แต่งให้เป็นบุญ เป็นกุศล แต่งให้เป็นทานไปได้นี่ อกุสลาธัมมา นี่มันแต่งมาให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง แต่งมาให้ราคะ ให้กิเลสบังเกิดขึ้นแก่จิตใจของเรา เมื่อมาละมันให้หมดได้ มันก็เป็นธัมโม ครั้นละไม่ได้มันก็เป็นธรรมเมา

อกุ สสลาธัมเมานี่เมาโลภ เมาหลง เมาโกรธไปทุกแห่งทุกหนนั่นแหละ เป็นเจ้าเป็นนายของกิเลสทั้งหลาย กิเลสตัณหา ภยายโอฆะ กามโอฆะก็อันนี้ ภวโอฆะ ทิฐิโอฆะ ก็อันเดียวกันนี้แหละ อวิชชาโอฆะ ดับหมู่นี้ได้หมด ก็เออสบายอกสบายใจ บริกรรมพุทโธไว้ให้สงบเป็นอารมณ์เดียว ทำให้เคยละก็ไม่ได้เชียวละ มันกลายเป็นธรรมเมา มันเคยเมา มันเมาคิด อดีตนั่นแหละมันคิดขึ้น ปรุงขึ้น แต่งขึ้นในเรื่องของสังขาร ความเกิด ความดับ โทษ ทุกข์ ภัย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรื่องของสังขาร เข้ากับสภาพแล้วละก็ เออ เป็นธรรมเมาละคราวนั้น ให้พิจารณากายนี้ให้มากยิ่ง ๆ ในขันธ์สมมติ เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นไฟ เป็นลม ธาตุทั้งสี่ที่ยึดอยู่นี้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เป็นนามธรรม นามธรรมเกิดขึ้นแล้วมันลืมตัวนะ มันไม่รู้หรอก สังขารน่ะ นามธรรมอันนี้มันปรุงทีแรก ปรุงทั้งบาป ปรุงทั้งบุญ ปรุงทั้งผิดทั้งถูก ทั้งดี ทั้งชั่ว ถ้าไปหลงตามก็เป็นธรรมเมาละ ครั้นไม่หลงก็เป็นธัมโม

เมื่อ ละความโกรธ ความหลงสิ้นไปหมดแล้ว อันนี้ก็เป็นธัมโมอยู่เป็นนิจ ส่วนพิจารณา สังขาร นาม รูปนั้นคงแค่เป็นเหตุที่ว่ากุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา พยากตาธัมมา อพยากตาธัมมา

กุสลาธัมมา กุศลธรรม อกุสลาธัมมา อกุศลธรรม นี้เราแต่งเอาได้ แต่งให้เป็นบุญ แต่งให้เป็นบาป แต่งไม่ให้โลภ แต่งไม่ให้หลง แต่งไม่ให้โกรธ แต่งไม่ให้ราคะกิเลสบังเกิดขึ้น ใช้ได้ ครั้นแต่งไม่ได้ ก็ตกอยู่ใต้อำนาจของความหลงความโลภละก็ ใช้ไม่ได้ละ เขาแต่งเราหนา ครั้นในแต่งเราละก็ เราเดือดร้อนหนา ความหลง ความโลภ ความโกรธ นี่เราแต่งได้ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร ปุญญาภิสังขารเราแต่งให้เป็นบุญกุศลได้ อปุญญาภิสังขารเราแต่งบาปให้เกิดแก่จิตใจของเราได้ มันก็จะเป็นธรรมเมาอยู่เป็นนิจละ เข้าใจแล้วนะ

ทำ เรื่อย ๆ สมควรแล้วละ เอาหนักเกินไปเป็นธรรมเมานะ ธรรมเมานี่ลำบากหนา มันเอาเรื่องมาแต่ดึกดำบรรพ์โน่น เวลามันตั้งขึ้นมันเกิดมาแต่ไหนไม่รู้มัน ธรรมเมานี่มันสำคัญ พอเผลอขึ้นมาแล้ว มันเมาคิดเมา นึกไปเสียแล้ว เอาละ สมควร

อย่าเอามากมายเลย เอาทีละน้อย ให้มันรวมเข้า รวมเข้าเถอะ รวมเข้าแล้วเป็นเอกัคคตาได้เป็นดีนะ ชาวกรุงเทพฯ เขามาบ่อยนี่นา

(จาก เทปบันทึกเสียงของ คุณสมพร ขัมภรัตน์)

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ เราสู้ สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่








หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ เราสู้ สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ ***

การปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังของหลวงปู่แหวน ***

หลวง พ่อฤาษีลิงดำ ได้เล่าถึงการปลุกเสกพระ ที่ลูกศิษย์ลูกหาต่างถอดสร้อย และรวมพระเครื่องต่างๆ รอให้ ลป. ปลุกเสกให้ดังนี้ :-

"พอ ใครขนเอาเครื่องรางไปวางเสร็จ หลวงปู่แหวนก็ตั้งท่าสงบใจสงเคราะห์ อาตมาก็จับดูจิตของหลวงปุ่แหวน ดูอารมณ์จิตของท่านว่า จะทำยังไง ครั้นแล้ว ก็เห็นอารมณ์จิตของหลวงปู่แหวนผ่องใสเป็นดาวประกายพฤษ์เต็มดวง ลอยอยู่ในอกท่าน เวลานั้นกำลังจิตของหลวงปุ่แหวน ก็คิดว่า ขออารธนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ให้มาโปรดช่วยทำของเหล่านี้ ให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เป็นมิ่งขวัญมงคล ของบรรดาท่านพุทธบริษัท ให้เข้าถึงพระธรรม
โดยความจริง หลวงปุ่แหวน ไม่คิดว่าเสกให้เอาไปตีกับชาวบ้าน เอาไปปล้นชาวบ้าน ท่านเสกให้คนเข้าถึงธรรม

ท่าน นึกในใจต่อไป หลวงปู่แหวนก็อาราธนาบารมีของพระอรหันต์ทั้งหมด บารมีของพรหม ของเทวดาทั้งหมด ตลอดจนกระทั่งครูบาอาจารย์ พอถึงพะอรหันต์ อาตมาก็เห็นหลวงปู่ตื้อ ปรี๊ดมาถึงข้างหลัง เอากำปั้นลงหลังอาตมาปั๊ปเข้าให้

แล้วถามว่า เฮ้ย ... *********มานั่งอยู่ทำไมวะ

อาตมาก็เลยบอกไปว่านี่ ... พระผี ไม่ต้องพูด

(ลป.ตื้อ) หลวงปู่แหวน เชิญพระผีนะ ไม่ได้เชิญพระมีเนื้อหนังมังสา มีหน้าที่อะไรก็ทำไป
แล้ว ก็ได้เห็นกระแสจิตหลวงปู่แหวน เป็นประกายพฤกษ์ พุ่งออมาจากอกสว่างเจิดจ้า ใหญ่เหลือเกิน คลุมเครื่องรางของขลังทั้งหมด แสงสว่างประกายพฤกษ์ของจิตพระอรหันต์เจ้า แทรกลงไปในเครื่องรางของขลัง อยู่ผิวด้านหน้ายันข้างล่างสุด เรียกว่าคลุมหมดอาบลงไปหมด เลย โพลงสว่างสุกปลั่งไปหมด คล้ายตกอยู่ในเบ้าหลอม เป็นกระแสสว่างของจิตที่เยือกเย็น เต็มไปด้วยอำนาจพุทธบารมี เห็นแล้วรู้สึกเยือกเย็นสบายอย่างประหลาด บอกไม่ถูก

นี่ เป็นการปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังของหลวงปุ่แหวน ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง ๓ นาที แต่ทว่า อานุภาพยิ่งใหญ่ ทรงความขลังศักดิ์สิทธิ์ เลิศล้ำน่ามหัศจรรย์

วัตถุมงคลที่ดังที่สุด ของ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่***
คือ เหรียญ เราสู้ เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่สงบกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นทางด้านชายแดนประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา ในปี ๒๕๒๐ มีทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เป็นจำนวนมากไปขอพึ่งอาศัยบารมีหลวงปู่ อยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากหลวงปู่ไว้คุ้มครองป้องกันตัวและเป็นสิริมงคล ทางวัดดอยแม่ปั๋งขาดปัจจัยทั้งพ้นวิสัยที่จะจัดให้ทั่วถึงได้ พระอาจารย์หนู สุจิตโต เจ้าอาวาสและนายกสมาคมสัมพันธวงศ์สมัยนั้น ร่วมกับวัดสัมพันธวงศ์ตกลงอนุญาตหลวงปู่สร้างเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ขึ้น จำนวนหนึ่งเพื่อแจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจ และพ่อค้าประชาชน โดยอ้างเหตุผลและความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาติบ้านเมือง หลวงปู่ไม่ขัดข้องยินดีอนุญาตให้ดำเนินการได้ คณะกรรมการได้มอบให้เป็นภาระของพระครูวิบูลศีลวงศ์ เป็นผู้ออกแบบจัดสร้างเหรียญ และให้พระครูปลัดเมธาวัฒน์ ควบคุมการจัดพิมพ์ มอบให้อาจารย์ปลั่ง ชื่นกลิ่นธูปเป็นเจ้าพิธีการเชิญพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้ศรัทธาในหลวงปู่แหวน เป็นประธานฝ่ายฆราวาสประกอบพิธีแผ่เมตตาเหรียญแบบเราสู้ กระทำพิธีแผ่เมตตาอธิฐานจิตที่วิหารวัดดอยแม่ปั๋ง วันศุกร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๐เมื่อได้เวลา ๒๐.๐๐ น. นิมนต์เจ้าพระคุณหลวงปู่แหวน มายังวิหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เป็นประทานจุดเทียนชัย พระสงฆ์ ๒๑ รูป เจริญพระพุทธมนต์ เวลา ๒๑.๔๐น. เจ้าหน้าที่พิธีสงฆ์ได้อาราธนาพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์เพื่อประกอบพิธีแผ่พลังจิตอธิฐานภาวนา เป็นเวลา ๑๒ นาที ในขณะนั้นพระสงฆ์ทั้งปวงได้นั่งสมาธิภาวนาส่งกระแสจิตอธิฐานร่วมในการประกอบ พิธีครั้งนี้ด้วย เสร็จแล้ว หลวงปู่ออกจากสมาธินั่งปรกแล้ว ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เหรียญ เราสู้ วัตถุมงคล มีนักข่าว หนังสือพิมพ์ที่เชิญไปร่วมพิธี ได้รับแจกไปทั้งเหรียญและรูปเหมือนหลวงปู่ ขณะนั้นกำลังมีการปะทะต่อสู้กัน ทางชายแดนด้านอรัญประเทศ ปราจีนบุรี นักข่าวและทหารที่ได้รับเหรียญเราสู้ไปเวลานั้น ได้ต่อสู้ผจญภัยในสนามรบอย่างโชกโชนตลอดคืน และปลอดภัยรอดตายมาได้ทุกคน เพราะมีเหรียญเราสู้ประจำตัวอยู่ทุกคน จึงทำให้เหรียญเราสู้โด่งดังไปทั่วทุกหนทุกแห่งมีประชาชนทุกเพศ ทุกวัย อยากได้ พากันหลั่งไหลมาขอที่วัดสัมพันธวงศ์บ้าง ที่วัดดอยแม่ปั๋งบ้าง จนเหรียญไม่พอแจกให้แก่ผู้ต้องการอยากได้ จำนวนเหรียญเราสู้ที่สร้าง เนื้อโลหะรมดำ ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญ เนื้อทองคำ ๑๐๑ เหรียญ เนื้อเงิน ๑๙๐ เหรียญ วัตถุประสงค์ในการสร้างเหรียญ เราสู้ ๑.เพื่อแจกจ่ายแก่ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ พลเรือน และที่ปฎิบัติหน้าที่ตามชายแดนทุกแห่ง ๒.เพื่อให้คนในชาติไทย ได้สมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ๓.เพื่อเป็นวัตถุที่ระลึกไว้สักการบูชายึดเหนี่ยวน้ำใจคนในชาติ ให้คงความเป็นเอกราช รักษาชาติไทยไว้ ๔.เพื่อเป็นเครื่องดลจิตดลใจให้ผู้มีเหรียญนี้ ตื่นอยู่ทุกขณะ ให้สมกับคำว่า เราสู้ สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ ทุกข้อความอ้างอิงจาก หนังสือ สุจิณโณ อนุสรณ์ จัดทำโดย มูลนิธิ สุจิณโณ อนุสรณ์ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๐

พระ มหากรุณาธิคุณ***
นับ แต่โบราณกาลมาจนถึงยุคปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ยังไม่มีพระคณาจารย์รูปใดที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ เท่าหลวงปู่แหวน ในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

นอกเหนือจากการเสด็จพระราชดำเนินถึง วัดดอยแม่ปั๋ง เพื่อนมัสการและสนทนาธรรม กับหลวงปู่หลายครั้งหลายครา แล้วยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จัดสร้างสิ่งมงคล โดยใข้รูปของหลวงปู่ นำมาแจกในพระราชพิธีสำคัญ

หลวงปู่แหวน จึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกในประเทศไทย ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงส่ง และนอกจากล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์แล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ได้ทรงพระกรุณา เสด็จเยี่ยมหลวงปู่อยู่เนืองๆ

ข้า ราชบริพารผู้หนึ่ง ได้เปิดเผยถึงหลวงปู่กับล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ภายหลังจากที่ข่าวพระองค์ทรงประชวรและประทับที่เชียงใหม่แล้ว หลังจากนั้น ก็เสด็จดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่แหวนได้กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตอนหนึ่งว่า

" พระองค์นั้นมัวแต่ห่วงคนอื่น ไม่ห่วงพระองค์เองเลย"

เมื่อได้ฟัง หลวงปู่กล่าวเช่นนั้น ล้นเกล้าฯ ทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย

มีข่าว อีกครั้งหนึ่งว่า สมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรและประทับรักษาพระองค์ที่เชียงใหม่นั้น ข้าราชบริพาร ได้นำเฮลิคอบเตอร์มานิมนต์หลวงปู่ให้ไปที่พระตำหนักเพื่อแผ่พลังจิต ช่วยรักษาอาการประชวรของพระองค์ท่าน

หลวงปู่ท่านปฎิเสธการนิมนต์ และได้บอกว่า “อยู่ที่ไหน ฮาก็ส่งใจไปถึงพระองค์ได้ ก็ส่งไป ทุกวันอยู่แล้ว”

หลวง ปู่แหวน ท่านตั้งสัจจธิษฐานว่า แม้ท่านจะเจ็บป่วยก็ไม่ยอมไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่ในช่วงท้ายของชีวิต เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอาราธนา ท่านจึงยอมทำตาม และบอกว่า ในฐานะประชาชน หลวงปู่จึงไม่กล้าขัดพระราชประสงค์ได้

หลวงปู่แหวน กับ ความศรัทธาของประชาชน***
ความ ศรัทธาของประชาชนหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านเป็นตัวอย่างสมณะที่เจริญตามรอยแห่งเบื้องพระยุคลบาท ขององค์พระศาสดาอย่างมุ่งมั่น มอบชีวิตถวายจิตใจเพื่อรับใช้พระสัทธธรรม ท่านบำเพ็ญเพียร ทางวิปัสสนากรรมฐาน อย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เพื่อความหลุดพ้นจากโลกียภูมิ เข้าสู่โลกุตรภูมิ เป็นแดนพ้นทุกข์อย่างแท้จริงหลวงปู่แหวน ท่านสละสิ้นทุกอย่าง มุ่งบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเดียว ท่านหลีกเร้นตนเองออกสู่ ทางสันโดษตลอดระยะยาวนานกว่า ๕๐ ปี ต้องฝ่าฟันอุปสรรคและความทารุณนานาประการ ไม่ว่าความทุรกันดาร โรคภัยไข้เจ็บ และความอดอยากหิวโหย แม้ร่างกายจะหนีจากธรรมชาติ เหล่านี้ไม่พ้น แต่จิตท่านไม่ติดอยู่ในสภาพทุกข์เหล่านั้น ท่านละวางทุกอย่าง ได้อย่างแท้จริง ดีก็ ไม่ติด ไม่ดีก็ไม่ติดหลวงปู่ขณะดำรงชีวิตอยู่ ท่านอยู่ด้วยความเมตตา เพื่อการสงเคราะห์สัตว์โลกอย่างแท้จริง ใครจะเอาประโยชน์อะไรจากท่านได้ ท่านไม่เคยขัดข้อง ตราบใดที่ไม่ผิดวินัยท่านอนุโลมตาม เสมอด้วยเหตุนี้ สาธุชนที่ศรัทธาในหลวงปู่ จึงได้หลั่งไหลไปที่วัดดอยแม่ปั๋ง จุดประสงค์อย่างอื่นที่ นอกเหนือจากการได้กราบได้เห็น ได้ทำบุญกับองค์ท่านแล้ว ส่วนใหญ่ต้องการให้หลวงปู่เป่าหัวให้บ้าง ต้องการได้น้ำมนต์บ้าง ต้องการได้ของดีเพื่อความมีโชคลาภ ความเป็นศิริมงคล รวมทั้ง ต้องการให้หลวงปู่แผ่พลังจิตเพื่อปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ เพื่อความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็อนุโลมทำให้ด้วยความเมตตา ใครจะรับอะไร ได้เพียงไร ขึ้นอยู่กับผู้นั้นเองสิ่งของที่มีผู้ขอกันมาก ได้แก่ ก้นยาขี้โย จีวร ไม้เท้า แม้แต่เส้นเกศา เล็บ ตลอดจนขี้ไคลในตัวท่าน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวท่าน ก็ถือเป็นศิริมงคลทั้งนั้นหลวงปู่ท่านถึงกับออกปากว่า “ฮาโกนหัวแล้ว เปิ้นก็ยังฮื้อโกน แถมจะเอาฮาไปสร้างพระ อาหยัง ฮาเจ็บหัว"หลวงปู่ท่านพูดสำเนียงเหนือปนอิสาน หมายความว่า เราโกนหัวแล้ว เขาก็ยังมาให้โกนอีก บอกว่าจะเอาไปสร้างพระ อะไรนั่น เราเจ็บหัวแม้แต่น้ำที่ท่านอาบ ก็มีผู้ต้องการขอไปเพื่อเป็นศิริมงคล แม้ท่านสรงน้ำเสร็จแล้ว ยังมาขอให้ท่านสรงซ้ำอีก ท่านถึงกับพูดว่า “ฮาหนาวจะต๋าย เปิ้นก็จะฮื้อฮาอาบน้ำอีก"นอกจากนี้ยังมีคนไปรุมขัดถูขี้ไคลตามเนื้อตามตัว ท่าน ขัดแล้วขัดอีก หรือตัดเล็บท่าน ตัดแล้วตัดเล่า เพื่อจะเอาไปทำพระเครื่อง ทำวัตถุมงคลต่างๆ จนหลวงปู่บอกว่า ท่านแสบไปทั้ง เนื้อทั้งตัว ดังนี้เป็นต้นเอาเป็นว่าใครมีโอกาสหยิบฉวยแย่งอะไรจากท่าน เอาประโยชน์อะไรได้จากท่าน ต่างก็เอา กันไป หลวงปู่ท่านปล่อยวางเฉย ใครจะทำอะไรก็ตามใจ(สงสารหลวงปู่นะครับ)ขอบคุณ


รูปปั้นขี้ผึ้ง หลวงปู่แหวน ***
รูปปั้นขี้ผึ้งของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นแรกของวงการพระสงฆ์ไทย
สืบเนื่องมาจาก นายแพทย์เฉลิม จันทราสุข นายแพทย์นักธุรกิจชื่อดัง ได้ล้มป่วย อาการหนัก มาก
วันหนึ่ง ขณะที่นอนอยู่ในโรงพยาบาล ได้เคลิ้มหลับฝันเห็นหลวงปู่แหวน มายืนข้างเตียง แล้วบอกว่าตนจะหาย ไม่ตายหรอก
เมื่อ ดีขึ้น น.พ.เฉลิม ก็ตังจิตอธิษฐานว่า หากเป็นจริงดังที่ฝัน ก็จะสนองในพระเดชพระคุณ แห่งความเมตตาของหลวงปู่แหวน โดยจะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วจะนำสิ่งนั้นถวายหลวงปู่
แล้ว น.พ.เฉลิม ก็หายป่วยไข้จริงๆ จึงได้ว่าจ้าง สถาบันมาดามทูโซด์ แห่งประเทศอังกฤษ ให้ปั้นรูปหุ่นขี้ผึ้ง ขนาดเท่าองค์จริงของหลวงปู่ ในราคา ๑ ล้านบาท
ทาง สถาบันฯ นี้ ไม่เคยปั้นรูปพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนามาก่อน เพราะฉะนั้น การปั้นรูป หลวงปู่แหวน จึงเป็นครั้งแรก และองค์แรกของโลกเลยทีเดียว
เดือน ธันวาคม ๒๕๒๑ ทางสถาบันฯ ได้ส่ง มิสจีน ปาเซอร์ ปฎิมากรมาดูองค์จริง และถ่ายรูปหลวงปู่ ๑๐๐ ภาพ แล้วจึงไปเริ่มปั้น ใช้เวลาร่วม ๑ ปี
เดือน สิงหาคม ๒๕๒๒ ทางสถาบันฯ ได้จัดส่งหุ่นหลวงปู่มาทางเครื่องบิน ได้นำไปให้ประชาชนสักการะที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพ ร่วมสิบวัน
ตอน เช้าวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๒๒ ได้อัญเชิญหุ่นหลวงปู่ไปเชียงใหม่ ทางเครื่องบินของการบินไทย จัดในรูปของคนโดยสาร โดยนั่งเก้าอี้โดยสารธรรมดา ถึงเชียงใหม่ ๙.๐๐ น.
กล่าว กันว่า ท้องฟ้าที่เชียงใหม่ ช่วงนั้นชุ่มฉ่ำด้วยสายฝนติดต่อกัน มา ๓ วัน ๓ คืน ก็ปรากฏเหตุมหัศจรรย์ อย่างปาฏิหาริย์ทันทีที่เครื่องบินร่อนลงสู่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส ฝนหยุดตก ชาวเชียงใหม่ไปรอต้อนรับมากมาย
ได้อัญเชิญหุ่น หลวงปู่ขึ้นรถแห่ไปรอบๆ เมืองเชียงใหม่ แล้วนำไปประดิษฐานที่วัดดอยแม่ปั๋ง ในตอนบ่าย ได้มอบถวายหลวงปู่แหวนองค์จริง
หลวงปู่หัวเราะชอบใจว่า " เออ... มันก็เหมือนกันนั่นแหละ .."
หลวงปู่นั่งเคียงข้างรูปหุ่น ให้ประชาชนได้เปรียบเทียบแล้วก็นำไปประดิษฐานที่พลับพลาเรือนแก้ว ไว้เป็นที่สักการบูชาของศรัทธาสาธุชน
ปัจจุบันรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวง ปู่ประดิษฐานอยู่ในห้องกระจก ภายในพิพิธภัณฑ์บริขารของหลวงปู่ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง
(จากหนังสือเรื่อง หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่
โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๓ เรียบเรียงโดย รศ.ดร.ปฐม -รศ.ภัทรา นิคมานนท์
มีนาคม ๒๕๔๘ )

วัตถุมงคลที่ดังที่สุด ของ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่





























วัตถุมงคลที่ดังที่สุด ของ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่



คือ เหรียญ เราสู้ เนื่องจากมีเหตุการณ์ไม่สงบกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นทางด้านชายแดนประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา ในปี ๒๕๒๐ มีทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เป็นจำนวนมากไปขอพึ่งอาศัยบารมีหลวงปู่ อยากได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากหลวงปู่ไว้คุ้มครองป้องกันตัวและเป็นสิริมงคล ทางวัดดอยแม่ปั๋งขาดปัจจัยทั้งพ้นวิสัยที่จะจัดให้ทั่วถึงได้ พระอาจารย์หนู สุจิตโต เจ้าอาวาสและนายกสมาคมสัมพันธวงศ์สมัยนั้น ร่วมกับวัดสัมพันธวงศ์ตกลงอนุญาตหลวงปู่สร้างเหรียญรูปเหมือนหลวงปู่ขึ้น จำนวนหนึ่งเพื่อแจกจ่ายแก่ทหาร ตำรวจ และพ่อค้าประชาชน โดยอ้างเหตุผลและความอยู่รอดปลอดภัยของประเทศชาติบ้านเมือง หลวงปู่ไม่ขัดข้องยินดีอนุญาตให้ดำเนินการได้ คณะกรรมการได้มอบให้เป็นภาระของพระครูวิบูลศีลวงศ์ เป็นผู้ออกแบบจัดสร้างเหรียญ และให้พระครูปลัดเมธาวัฒน์ ควบคุมการจัดพิมพ์ มอบให้อาจารย์ปลั่ง ชื่นกลิ่นธูปเป็นเจ้าพิธีการเชิญพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ผู้ศรัทธาในหลวงปู่แหวน เป็นประธานฝ่ายฆราวาสประกอบพิธีแผ่เมตตาเหรียญแบบเราสู้ กระทำพิธีแผ่เมตตาอธิฐานจิตที่วิหารวัดดอยแม่ปั๋ง วันศุกร์ที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๐เมื่อได้เวลา ๒๐.๐๐ น. นิมนต์เจ้าพระคุณหลวงปู่แหวน มายังวิหาร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เป็นประทานจุดเทียนชัย พระสงฆ์ ๒๑ รูป เจริญพระพุทธมนต์ เวลา ๒๑.๔๐น. เจ้าหน้าที่พิธีสงฆ์ได้อาราธนาพระคุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณโณ ขึ้นนั่งบนธรรมมาสน์เพื่อประกอบพิธีแผ่พลังจิตอธิฐานภาวนา เป็นเวลา ๑๒ นาที ในขณะนั้นพระสงฆ์ทั้งปวงได้นั่งสมาธิภาวนาส่งกระแสจิตอธิฐานร่วมในการประกอบ พิธีครั้งนี้ด้วย เสร็จแล้ว หลวงปู่ออกจากสมาธินั่งปรกแล้ว ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เหรียญ เราสู้ วัตถุมงคล มีนักข่าว หนังสือพิมพ์ที่เชิญไปร่วมพิธี ได้รับแจกไปทั้งเหรียญและรูปเหมือนหลวงปู่ ขณะนั้นกำลังมีการปะทะต่อสู้กัน ทางชายแดนด้านอรัญประเทศ ปราจีนบุรี นักข่าวและทหารที่ได้รับเหรียญเราสู้ไปเวลานั้น ได้ต่อสู้ผจญภัยในสนามรบอย่างโชกโชนตลอดคืน และปลอดภัยรอดตายมาได้ทุกคน เพราะมีเหรียญเราสู้ประจำตัวอยู่ทุกคน จึงทำให้เหรียญเราสู้โด่งดังไปทั่วทุกหนทุกแห่งมีประชาชนทุกเพศ ทุกวัย อยากได้ พากันหลั่งไหลมาขอที่วัดสัมพันธวงศ์บ้าง ที่วัดดอยแม่ปั๋งบ้าง จนเหรียญไม่พอแจกให้แก่ผู้ต้องการอยากได้ จำนวนเหรียญเราสู้ที่สร้าง เนื้อโลหะรมดำ ๒๐๐,๐๐๐ เหรียญ เนื้อทองคำ ๑๐๑ เหรียญ เนื้อเงิน ๑๙๐ เหรียญ วัตถุประสงค์ในการสร้างเหรียญ เราสู้ ๑.เพื่อแจกจ่ายแก่ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ พลเรือน และที่ปฎิบัติหน้าที่ตามชายแดนทุกแห่ง ๒.เพื่อให้คนในชาติไทย ได้สมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ๓.เพื่อเป็นวัตถุที่ระลึกไว้สักการบูชายึดเหนี่ยวน้ำใจคนในชาติ ให้คงความเป็นเอกราช รักษาชาติไทยไว้ ๔.เพื่อเป็นเครื่องดลจิตดลใจให้ผู้มีเหรียญนี้ ตื่นอยู่ทุกขณะ ให้สมกับคำว่า เราสู้ สู้ตรงนี้ สู้ที่นี่ ทุกข้อความอ้างอิงจาก หนังสือ สุจิณโณ อนุสรณ์ จัดทำโดย มูลนิธิ สุจิณโณ อนุสรณ์ ๑๗ มกราคม ๒๕๓๐

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พระ คุณเจ้าหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ แห่งวัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอริยสงฆ์ที่เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง จากพุทธศาสนิกชนทุกเทศทุกวัย ทั้งในและ ต่างประเทศ

แม้ หลวงปู่จะได้ลาขันธ์ไป ตั้งแต่คืนวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๒๘ แต่ความทรงจำในกระแส เมตตา ปฎิปทาสัมมาปฎิบัติ จริยาวัตรที่งดงาม พร้อมกับธัมโมวาทอันล้ำค่า ของหลวงปู่ ก็ยังส่อง สว่างอยุ่กลางใจของพวกเราชาวพุทธทุกผู้ทุกนาม

เมื่อ น้อมระลึกถึงหลวงปู่ที่ไร ความสุข สงบ ความโสมนัส ชื่นบาน ความสมหวัง โชคดี ความเป็นสิริมงคล จะดื่มด่ำอยู่ในจิตใจ อย่างไม่รู้อิ่มรู้คลาย

ผู้ ที่โชคดี มีโอกาสกราบไหว้ องค์หลวงปู่ ได้เคยฟังการปรารภธรรม แสดงธรรม จากหลวงปู่ ต่างก็ประจักษ์ความไพเราะ นุ่มนวลละมุนละไม ประดุจเสียงทิพย์ที่ไพบูลย์ด้วยธรรมะ อันเป็นสากลสัจจะ ยังความอิ่มเอิบ เบิกบาน และเป็นมงคลยิ่งแก่ชีวิต

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เป็นผู้สืบเนื้อนาบุญอันไพศาล นับเป็นพระอริยสาวก ที่ควรแก่กราบ ไหว้บูชาอย่างแท้จริง

ท่าน เจ้าคุณ พระวิบูลธรรมาภรณ์ แห่งวัดสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพๆ ศิษย์ใกล้ชิดท่านหนึ่ง ได้รจนาถึงปฎิทาของหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ดังนี้ :-

" หลวงปู่แหวนท่านมีศีลที่สมบูรณ์ คือเป็นพระสงฆ์ที่มีความปกติครบถ้วนไม่เกินหรือขาด สภาพของท่านเปรียบเสมือนป่าใหญ่ที่มีต้นไม้ใหญ่เล็กนานาชนิด ทังยืนต้น และล้มลุก มี ดอก ใบ ผล สมบูรณ์ ตามสภาพของพันธ์นั้นๆ จะมีต่างอยู่ก็คือกลิ่นของดอกไม้ ในป่า หอมตามลม แต่กลิ่นศีลของหลวงปู่หวลตามลมและทวนลม และ ไม่นิยมกาลเวลา หอมอยู่เสมอ
หลวง ปู่มีจริยาวัตร คือความประพฤติที่เรียบร้อย งดงาม เต็มพร้อมด้วยสิกขา วินัย กฎระเบียบ การปฎิบัติของท่านเรียบง่าย ถูกต้องทั้งในสมาคมสาธารณะ และในที่รโหฐาน จะเป็นที่ชุมชนใหญ่ เล็ก ท่านทำตนเป็นกลางเสมอเหมือน ความประพฤติของท่าน เสมือนต้นไม้ใหญ่ ที่มีร่มเงามาก มีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้างให้คนเดินทางได้อาศัยร่มเงาพัก นกกาอาศัยเกาะกิ่ง มีกาฝากก็ขึ้นแซม บ้างบางครั้งบางคราว
หลวงปู่ท่านมีปฎิทา คือทางดำเนินสายกลางพอเหมาะพองาม ไม่ชอบระคนด้วยกลุ่มชนมาก ชอบหลีกเร้นอยู่ในที่สงบ ชอบชีวิตธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร ชีวิตของท่านอยู่กับป่ามาโดยตลอด แม้ในวัยชรา หลวงปู่จะปรารภเสมอว่า ขณะนี้ป่าธรรมชาติจะหายไป แต่มีป่ามนุษย์เข้ามาเทนที่ โดยท่านให้คติว่า ต้นไม้ในป่าต่างต้นต่างเจริญเติบโต แสวงหาอาหารเลี้ยงต้น ใบ ดอก ผลของมัน เอง ไม่แก่งแย่งเบียดเบียนกัน แต่มนุษย์ก็มีทางดำเนินเลี้ยงชีวิตตรงกันข้ามกับต้นไม้ในป่า
หลวง ปู่ท่านมีเมตตาธรรมเป็นเลิศ มีสมาธิดี มีพลังจิตสูงเปี่ยมด้วยเมตตา ถ้าได้สนทนาธรรม กับท่าน สิ่งที่เป็นคำสอนอันสำคัญสำหรับชาวเราทั่วไป ก็คือ ท่านจะสอนให้หัดแผ่เมตตา ความปราถนาดี แก่คน สัตว์ ศัตรูหมู่มาร จะสอนให้แผ่ให้ทั่วจักรวาล ยิ่งแผ่มากจะทำให้จิตใจ สบาย รักชีวิต ทรัพทย์สินของคนอื่นเหมือนกับของตนเอง หลวงปู่ท่านสอนให้แผ่ความปราถนาดี ความสุขแก่ชนทุกชั้นทุกระดับ ใครจะได้รับมากน้อยสุดแต่วาสนาบารมีของผู้นั้น
สรุป ได้ว่า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ท่านสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วย ศีล จริยวัตร ปฎิปทา คุณธรรม แผ่ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ทั้งตามลมและทวนลม เกียรติคุณ บริสุทธิคุณ ปรากฎในชุมชน ทั่วไป
คุณแห่งศีล และเมตตาของท่าน เป็นเสมือนมนต์ขลัง ก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะ มีคนจำนวน มากเดินทางไปกราบขอศีลขอพร ขอบารมีธรรม และบางรายขอทุกอย่างที่ตนมีทุกข์ เพื่อจะให้ พ้นทุกข์
ทำให้เกิดศรัทธาสองทาง คือ คุณธรรม และวัตถุธรรม ผู้ใดต้องการธรรมะ ก็สดับตรับฟัง ศึกษาเอา ผู้ใดต้องการของขลัง รูปเหรียญวัตถุมงคลที่ระลึก ก็แสวงหาเอา ใครผู้ใดปราถนาหรือ ศรัทธาอย่างใดก็ปฎิบัติอย่างนั้น ซึ่งก็คงสำเร็จประโยชน์ไม่มากก็น้อย "

ในสมัย ที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ประชาชนจากใกล้ไกล ต่างแห่แหนไปกราบ หลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ ได้ปรารภถามว่า " พากันลำบากลำบนมากันทำไม"
คำตอบจากประชาชนเหล่านั้นก็คือ " ต้องการมากราบบารมีของหลวงปู่ "
หลวง ปู่ได้แนะนำว่า " บารมีต้องสร้างเอา เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก ก็ต้องหมั่น บำรุงรักษาเอา ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น ต้องไปปลูก ไปบำรุงต้นมะม่วงของตนเอง การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้างต้อง ทำเอาเอง "


ยืน ยันว่า เป็นพระอรหันต์***
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เล่าเรื่องราวตอนที่พาคณะศิษย์ไปกราบหลวงปู่แหวน ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ซึ่งขณะนั้น หลวงปู่แหวน ท่านชราภาพ เกินวัย ๙๐ แล้ว และท่านกำลังเป็นไข้หวัดอยุ่

เรื่องราวมีดังนี้

" หลวงปู่เป็นไข้หวัด ไขัมันกินตัว หรือกินใจ ? "

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ กราบนมัสการถามเบาๆ ขนาดคนห่างออกไปสองเมตรไม่มีทางได้ยิน

แต่หลวง ปู่แหวน ได้ยินชัดเจน ทั้งๆที่คนทั้งหลายยืนยันว่า หลวงปู่แหวนหูตึง ประสาทหู ดับมานานแล้ว แต่ใจของท่านไม่ดับ จึงได้ยินด้วยใจ
" กินแต่ตัว มันเป็นกรรม " หลวงปุ่แหวน ตอบเบาๆ เช่นกัน พอได้ยินสองคนเท่านั้น

" หลวงปู่ทำกำไว้มาก หรือครับ ? " หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ถามเป็นนัย

" กำไว้นิดหน่อย " หลวงปู่แหวนตอบเป็นนัยเช่นเดียวกัน ซึ่งมีความหมายว่า หลวงปู่แหวน มีเศษกรรมเหลืออยู่เล็กน้อย

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เปิดเผยกับสานุศิษย์ ทั้งหลายในภายหลังว่า หลวงปู่แหวน มุ่งเอาพุทธภูมิ คืออธิษฐานจิตปราถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

แต่เมื่อครั้นหลวงปู่ ตื้อ นิพพานไปได้ ๑๔ วัน พระวิญญาณหลวงปู่ตื้อ ก็มาเยี่ยมแล้วว่า " หลวงปู่แหวนจะไปพุทธภูมิ ทำไม ให้เสียเวลา ไปนิพพานเถอะน่า "หลวงปู่แหวน ก็เลยลาพุทธภูมิ และสำเร็จกิจพระศาสนา แล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว ยังรอแต่จะถึงวาระทิ้งสังขาร จากโลกเข้าสู่ พระนิพพานเท่านั้น